|
|
|
 |
 |
 |
 |
 |
| |
 |
กระดาษจากใยสับปะรด ทำง่ายสร้างรายได้เสริม |
| |
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดประมาณ ๖๑๘,๕๗๐ ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวทางการเกษตรประมาณ ๒๕๘,๓๑๑ไร่ พื้นที่ครึ่งหนึ่งเพาะปลูกสับปะรด ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของเกษตรกร ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่นิยมปลูกมะพร้าวและสับปะรด หลังจากเกษตรกรได้.... |
| |
รายละเอียด....
 |
| |
 |
สรุปขยายเวลาฝังกลบขยะกรุงเทพมหานคร |
| |
ให้เอกชนรายเดิมอ้างประมูลใหม่ใช้เวลานาน ต้องรอกฤษฎีกาตีความ-ประเมินผลอีไอเอใหม่
นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการสัญญาจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากโรงงานกำจัดมูลฝอยหนองแขม ระยะที่ 2 งบประมาณ 3,050 .... |
| |
รายละเอียด....
 |
| |
 |
นักวิทย์รุ่นใหม่ หัวใจรักสิ่งแวดล้อม คิดค้นวัสดุใหม่ใช้แทน "โฟม"  |
| |
คนส่วนใหญ่รู้ว่าปัญหาขยะเป็นเหตุสำคัญไม่น้อยของ "โลกร้อน" หลายครั้งที่เราพูดถึงปัญหาโฟมที่ย่อยสลายได้ยาก แต่ทุกวันนี้ยังมีการใช้โฟมบรรจุอาหารกันอยู่ ด้วยเหตุนี้ เมย์ ชลกานต์ นวลสุวรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย นักเร.... |
| |
รายละเอียด....
 |
|
|
|
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
| |
นำขยะมาก่อประโยชน์และรายได้กับกล่องนมรีไซเคิล |
 |
รายละเอียดของกิจกรรม : |
|
กรมวิทยาศาสตร์บริการ เปิดตัวผลงานการทดลองรีไซเคิลกระดาษจากเยื่อกล่องนม
เผยต้นทุนต่ำ แต่รายได้สูง คุ้มค่าน่าลงทุน แถมลดปัญหาขยะ รักษาสิ่งแวดล้อม
นายอิทธิ พิชเยนทรโยธิน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการเปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยสนใจที่จะซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาบริโภค อาทินม และน้ำผลไม้ สองอย่างนี้ถือเป็นอาหารเหลวสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมสูงสุด อาหารเหลวสำเร็จรูปเหล่านี้จะถูกบรรจุอยู่ในกล่องปลอดเชื้อ (Aseptic Cartons) ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นดี ที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้แสง ความชื้น หรืออากาศเข้าไปทำให้อาหารที่บรรจุอยู่ภายในกล่องเสื่อมสภาพได้
การบริโภคอาหารเหล่านี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากข้อมูลการผลิตกล่องปลอดเชื้อของ ผู้ผลิตกล่องปลอดเชื้อรายใหญ่ของประเทศ รายงานว่าในปี 2543 มีการผลิต 2,000 ล้านกล่อง และในปี 2545 ยอดพุ่งสูงขึ้นเป็น 3,000 ล้านกล่อง และเมื่อคำนวณเป็นน้ำหนักของที่ต้องกำจัดทิ้งจะมีปริมาณมากถึง 30,000 ตัน/ปี ซึ่งเป็นจำนวนขยะที่ไม่ใช่น้อย ด้วยเหตุนี้ ทางกรมฯ จึงได้จัดทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อกำจัดพร้อมสร้างมูลค่าขยะกล่องนม โดยนำเศษขยะกล่องนมเหล่านี้มาผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำมาผลิตเป็นเยื่อเวียนทำใหม่ (Recycled Pulp)สำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตเยื่อกระดาษชนิดอื่นต่อไป
บรรดานมกล่องทั้งหลายที่เมื่อกินเสร็จ กล่องก็จะกลายเป็นขยะ แต่วันนี้มีวิธีแปลงขยะให้เป็นเงินแล้ว สำหรับวัสดุที่นำมาทำกล่องปลอดเชื้อจะต้องได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ ลักษณะโครงสร้างของกล่องประกอบด้วย กระดาษ พลาสติก และอลูมิเนียมฟอยล์ เรียงซ้อนกันอยู่ 6 ชั้น ผลการวิจัยพบว่า สามารถแยกเยื่อกระดาษออกจากพลาสติกและอลูมิเนียมฟอยล์ได้ดี ส่วนที่เป็นเยื่อกระดาษนั้นทำจากกระดาษเยื่อใยยาวและเยื่อใยสั้นผสมกัน เมื่อนำเยื่อที่ได้ไปผ่านกระบวนการต่างๆ และฟอกขาวแล้ว จะได้เยื่อเวียนทำใหม่ฟอกขาวที่มีความขาวสว่างถึงร้อยละ 81.1 และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษเพื่อการพิมพ์และการเขียนได้ดี มีคุณสมบัติเทียบเท่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษพิมพ์และเขียน มอก. 287 - 2535 และเมื่อคิดต้นทุนในการผลิตเยื่อเวียนทำใหม่ฟอกขาวจากเศษกระดาษกล่องนมแล้ว ตกประมาณ 5,000 บาท/ตัน (ไม่รวมค่าวัตถุดิบ) แต่ราคาซื้อขายของเยื่อเวียนทำใหม่ อยู่ในประมาณ ตันละ 25,000 บาท
สถานที่แยกขยะกระดาษ ประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าว คือ ได้เทคโนโลยีการรีไซเคิลกล่องนม สามารถสร้างมูลค่าจากขยะ ซึ่งถ้าทำได้เป็นอุตสาหกรรม จะมีรายได้ถึงปีละ 375 ล้านบาทต่อปี และเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ในด้านสิ่งแวดล้อมสามารถลดขยะจากกล่องนมลงได้ในปริมาณมาก นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมการสร้างวัสดุใหม่ โดยการนำเอาพลาสติกมาหลอมใหม่ ทำเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ไม้บรรทัด ซึ่งจะมีลักษณะพิเศษกว่าพลาสติกธรรมดา คือ จะมีความยืดหยุ่นตัวมากกว่า และจาก คุณสมบัติดังกล่าวจะมีโอกาสขยายการใช้งานเพื่อเป็นวัตถุดิบในการสร้างผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกในอนาคต |
| ลงข่าวกิจกรรม :วันที่ 6 กันยายน 2553 |
| ที่มาของประกาศ :Envi02 |
| |
|
|
สสช.เผยภัยแล้งปัญหาสิ่งแวดล้อมปี'53 คนกรุงขอรัฐช่วยแก้มลพิษทางอากาศ  |
 |
รายละเอียดของกิจกรรม : |
|
สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจด้านสิ่งแวดล้อมปี'53 พบปัญหาภาวะภัยแล้งมากสุด ร้อยละ 70.4 เรียกร้องรัฐเร่งแก้อย่างเร่งด่วน รองมาเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ ภาวะน้ำท่วม มลพิษจากขยะ ด้านคนกรุงเรียกร้องรัฐแก้ปัญหามลพิษทางอากาศด่วน
นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน พ.ศ.2553 พบว่าจากผลการสำรวจประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรวมในทุกภาค ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน/หมู่บ้าน ร้อยละ 70.4 และไม่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 29.6 ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 5 อันดับแรก ได้แก่ การเกิดภาวะภัยแล้ง ร้อยละ 72.6 เกิดภาวะน้ำท่วม ร้อยละ 25.3 มลพิษทางอากาศ ร้อยละ 22.5 การทำลายป่าไม้ ร้อยละ 19.8 และการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน ร้อยละ 18.1
ทั้งนี้ปัญหาการเกิดภาวะภัยแล้ง เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องการให้รัฐแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด ร้อยละ 59.8 รองลงมา เป็นปัญหามลพิษทางอากาศ ร้อยละ 8.8 ปัญหาการเกิดภาวะน้ำท่วม 8.7 เรื่องมลพิษจากขยะ ร้อยละ 5.4 และเรื่องการทำลายป่าไม้ ร้อยละ 4.3 ในส่วนของชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องการให้รัฐแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเร่งด่วนที่สุด ร้อยละ 21.9 นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.6 มีความรู้สึกว่าสภาพอากาศในปัจจุบันเปรียบเทียบสภาพอากาศในรอบปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตามจากการสอบถามประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรวมในทุกภาค พบว่าร้อยละ 69.2 คิดว่า การจุดไฟเผา เช่น เผาป่า เผาขยะ เผาฟาง เพื่อการเพาะปลูกเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รองลงมาการตัดไม้ทำลายป่า ร้อยละ 52.8 และการปล่อยควันจากท่อไอเสียจากยานพาหนะ ร้อยละ 43.7 เป็นต้น เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง ระบุว่าการจุดไฟเผาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากที่สุด ร้อยละ 87.9 ร้อยละ 78.5 ร้อยละ 64.5 และร้อยละ 58.3 ตามลำดับ สำหรับกรุงเทพฯ ระบุว่า การปล่อยควันจากท่อไอเสียจากยานพาหนะเป็นสาเหตุสำคัญ ร้อยละ 59.5
นอกจากนี้กิจกรรมที่ประชาชนทำเป็นประจำ เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ได้แก่ การปิดไฟดวงที่ไม่ใช้งาน ร้อยละ 80.7 รองลงมา เป็นการถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน ร้อยละ 70.3 ไม่เปิดน้ำทิ้งระหว่างการแปรงฟัน-อาบน้ำ ร้อยละ 66.2 กักน้ำในภาชนะเพื่อชำระล้างแทนการผ่านน้ำจากก๊อก ร้อยละ 58.7 และการเลือกใช้เครื่องไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ร้อยละ 52.6 ตามลำดับ นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาวะโลกร้อน ว่าควรปลูกต้นไม้/ปลูกป่าทดแทน ร้อยละ 26.4 และอีกร้อยละ 8.6 เห็นควรประหยัดพลังงานทุกชนิด ร้อยละ 4.5 แสดงความคิดเห็นว่าควรใช้กฎหมายรัดกุมในเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ร้อยละ 4.4 เสนอว่าควรรณรงค์ประชาสัมพันธ์/จัดกิจกรรมให้ประชาชนตระหนักถึงภาวะโลกร้อน และมีเพียงร้อยละ 2.5 เห็นว่าควรรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติก |
| ลงข่าวกิจกรรม :วันที่ 8 มิถุนายน 2553 |
| ที่มาของประกาศ :Envi02 |
| |
|
|
|
|
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
 |
 |
 |
| |
ขนวบการขยายพันธุ์หญ้าแฝก ภาค 2 |
 |
รายละเอียดของกิจกรรม : |
|
ชมรมอนุรักษ์และพิทักษ์สิ่งแวดได้จัดกิจกรรมปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ ณ มหาหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ วิทยาเขตทุ่งกุลา อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ วันที่ 4 กันยายน 2553 |
| ลงข่าวกิจกรรม :วันที่ 7 กันยายน 2553 |
| ที่มาของประกาศ :Envi02 |
| |
|
|
ขบวนการขยายพันธุ์หญ้าแฝก |
 |
รายละเอียดของกิจกรรม : |
|
ด้วยชมรมอนุรักษ์และพิทักษ์สิ่งแวดร่วมมือกับศูนย์สาธิตการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกด้านป่าไม้ที่ 3 สุรินทร์ ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ ณ บ้านโคกทม ต.จรัส อ.บัวเชด จ. สุรินทร์ วันที่ 21-22 สิงหาคม 2553 |
| ลงข่าวกิจกรรม :วันที่ 26 สิงหาคม 2553 |
| ที่มาของประกาศ :Envi 02 |
| |
|
|
|
|
 |
 |
 |
 |
|
|
|
|